ธรรมะกับบทเพลง

posted on 08 May 2008 16:04 by impossibleblog
+   ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้ไม่โง่ เเต่ถ้าฟังโปเตโต้ ถึงมีรักเเท้เเต่ก็ดูเเลไม่ได้
+  ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้ตาใส่เเจ่ม
เเต่ถ้าฟังบอดี้เเสลม มักจะโทษว่าความรักทำให้คนตาบอด
+  ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้ไม่เพ้อเจ้อ
เเต่ถ้าฟังพีชเมกเกอร์จะละเมอถึงเเต่เรื่องบนเตียง 
+  ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้ปากเราติดดิสเบรก
เเต่ถ้าฟังเบิร์ด-เสก  ถึงอมพระมาพูดก็ไม่เชื่อ 
+  ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้ใจเราไม่ชอกช้ำ
เเต่ถ้าฟังไอน้ำจะชอกช้ำเพราะรักคนมีเจ้าของ 
+  ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้ไม่เหงาหงอย
เเต่ถ้าฟังเสนาหอย จะเเอบเหงาคนเดียว
+  ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้ไม่งมงายในความเชื่อเเละศรัทธา
เเต่ถ้าฟังทาทา มักจะพูดว่า ไอบีลีฟๆ
+  ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้รักกันอย่างไม่ต้องนอนละเมอ
เเต่ถ้าฟังไฮเปอร์  มักจะเจอรักแท้ในคืนหลอกลวง 
+  ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้ใจไม่เน่าเสีย
เเต่ถ้าฟังนัท มีเรี ย มักจะโทษว่า  รักไม่ช่วยอะไร
+  ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้รักกันจนสิ้นชีวิน
เเต่ถ้าฟังเอนโดรฟิน เเล้วจะบอกว่า  ถ้าเขามาฉันจะไป 
+  ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้เราไม่คุยโม้
เเต่ถ้าฟังโปเตโต้ จะถูกต่อว่าปากดีนะเรา
+  ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้เรามีสุขเมื่ออยู่ด้วยกัน 
เเต่ถ้าฟังน้องพั้นซ์ เพียงเเค่วางมือบนบ่า  น้ำตาก็ไหล 
+  ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้เราเจอคนดีเสมอ
เเต่ถ้าฟังไฮเปอร์  มักจะเจอผู้ร้ายคนใหม่
+  ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้เราเข้าใจกัน
เเต่ถ้าฟังน้องพั้นซ์ บอกได้คำเดียวว่า  ยิ่งกว่าเสียใจ 
+  ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้เรารักกันยิ่งกว่าชีวิน
เเต่ถ้าฟังเอนโดรฟิน  จะเป็นได้เเค่เพื่อนสนิท 
+  ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้จิตใจใสเเจ่ม
เเต่ถ้าฟังว่าน วงเเพลม จะตัดพ้อต่อว่า ไม่บอกให้รู้สักเรื่องได้ไหม
+  ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้ไม่เเรด เเต่ถ้าฟังบิ๊กเเอส มักจะเล่นของสูง 
+  ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้ไม่หยิ่งยะโส
เเต่ถ้าฟังติ๊ก ชีโร่ จะโอหังว่า  รักไม่ยอมเปลี่ยนเเปลง
+  ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้จิตใจเปล่งปลั่ง
เเต่ถ้าฟังอาหรั่ง จะคุ้มคลั่งว่า  ทำบ้า....ทำบ้าอะไร
+  ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้ดีที่ใจมิใช่เพียงเเค่หน้าตา เเต่ถ้าฟังปนัดดา ก็จะรู้เพียงว่า ขอเป็นคนเลวที่รักเธอ

+  ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้ใจไม่สั่นคลอน
เเต่ถ้าฟังสุนทราภรณ์ เเล้วเธอจะรู้สึก!!
+  ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้ไม่เปลืองเเรง
เเต่ถ้าฟังพรศักดิ์ ส่องเเสง จะเปลืองเเรง เพราะมีเมียเด็กต้องหมั่นตรวจเช็คใครโทรมา
+  ฟังธรรมะเเล้วจะทำให้สอบผ่านทุกๆ ปี
เเต่ถ้าฟังเเอน สุชาวดี  มักจะติดร.วิชาลืม

***คติ
ไม่มีใคร!!  มีค่าพอที่คุณจะต้องเสียน้ำตาให้ เพราะ..คนที่มีค่าพอสำหรับคุณนั้น ย่อมไม่มีวันทำให้คุณร้องไห้อย่างเด็ดขาด..

พระมหาสมภัค กิตฺติปญฺโญ..
ขอบคุณ การ FW จากคุณครูของฉัน (ครูปูเป้)

edit @ 13 May 2008 10:17:41 by Impossible

ชายชราคนหนึ่ง ใบหน้าซูบซีดมีแววหม่นหมองอมความเศร้าไว้อย่างน่าสงสาร

แขนขามีแต่หนังหุ้มกระดูก

นุ่งผ้าที่เก่ายิ่งกว่าเก่า ขาดกระรุ่งกระริ่ง

ผมสีขาวนั้นยาวและหยาบ

แสดงอาการที่ไม้ได้เอาใจใส่ดูแลจากเจ้าของ หรือจากใครๆเลย

แกตาบอด เบ้าตาที่บอดนั้นกลวงลึกจนเห็นสันกระดูกเบ้าตาชัด

แกถือไม้เท้าที่หงิกงอเดินคลำทางเปะปะไปข้างถนน

สะพายซอเก่าๆอันหนึ่งไว้ที่บ่าขวา มือขวาถือไม้เท้า มือซ้ายถือกะลาสำหรับขอทาน

ชายชราคนนี้ เดิมนั้นแกเป็นคนร่ำรวย มีลูกทั้งหญิงชายนับได้ 7 คน

แกเลี้ยงดูส่งเสียลูกให้มีการศึกษาดี ได้แต่งงานมีครอบครัวหมดทุกคน

ทั้งได้แบ่งทรัพย์มรดกให้ลูกทุกๆคนเรียบร้อยแล้ว

แต่ลูกของแกต่างคนต่างเกี่ยงกัน ไม่มีใครรับเลี้ยงพ่อแม่

คนโน้นก็บอกว่า คนนั้นน่ารับไปเลี้ยง คนนั้นก็ว่าคนนี้ต่างหากที่ต้องรับไปเลี้ยง

ต่างคนต่างกลัวเสียเวลา เสียทรัพย์ กลัวเป็นภาระที่ต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ พวกลูกๆต่างก็ไปอยู่ที่เมืองอื่นไกลออกไป

จึงทำให้ชายชราต้องอยู่กันเพียงสองคนผัวเมีย

นานหลายปีแล้วไม่เคยมีใครมาเยี่ยมพ่อแม่เลย

ต่างคนต่างมุ่งคร่ำเคร่งอยู่กับการทำมาหากิน

ยุ่งอยู่กับลูก เมีย ผัว และใช้เวลาว่างไปในงานสังคมดื่มๆ กินๆ หรูหราไป ไม่มีใครห่วงใยพ่อแม่

คนน้องก็คิดว่าพี่ๆคงไปดูแล้ว ส่วนพี่ๆ ก็คิดว่าน้องๆคงดูแลแล้ว

นี่แหละโบราณที่ว่า

"ลูกสิบคนพ่อแม่เลี้ยงได้ พ่อแม่มีเพียงสองคน แต่ลูกสิบคนเลี้ยงท่านไม่ได้"

พ่อแม่ผู้อาภัพทั้งสอง อยู่กินกันไปอย่างว้าเหว่ เพราะคิดถึงลูกๆ เหลือเกิน

ได้แต่บ่นคิดถึงเขา ประกอบกับสมัยนั้น ไม่มีการไปรษณีย์ ไม่มีการประชาสงเคราะห์อย่างทุกวันนี้

คือเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อสมัยพุทธกาลสองพันห้าร้อบกว่าปีมาแล้ว

สมัยนั้นพระพุทธเจ้ายังมีชีวิตอยู่

สองผัวเมียชราผู้นี้เป็นพราหมณ์

ต่อมาบ้านของแกถูกไฟไหม้ ทุกอย่างวอดวายไปในกองเพลิง

เมียของแกก็ตายในกองเพลิงนั้นด้วย

ชายชราผู้นี้จึงเสียใจมาก

ธรรมดาเพื่อนบ้านนั้นก็ให้เขาอยู่อาศัยชั่วครั้งชั่วคราว

จะให้กินตลอดไปนั้นก็ไม่มี

แกก็เกรงใจเขา จึงเที่ยวเร่ร่อนขอทาน

โดยสีซอขับบรรเลงเพลงไปตามสี่แยกข้างถนน ข้างตลาด

จนกระทั่งวันหนึ่งได้ไปพบพระพุทธเจ้า พระผู้เป็นที่พึ่งของสัตว์จึงคิดอุบายให้

โดยแต่งเพลงให้บทหนึ่ง ให้แกท่องแล้วไปขับร้องตามชุมชนต่างๆ (ในพระไตรปิฎก เป็นภาษาบาลี)...

โอ้ อนิจจา ตัวเรา ยามเฒ่าแล้ว
พวกลูกแก้ว ทอดทิ้ง ไม่เหลียวหา
หูก็หนวก ตาบอดซมซานมา
ถือกะลา สีซอ ขอเขากิน


มีไม้เท้าอันเดียว เที่ยวเร่ร่อน
ง่วงก็นอนข้างถนน บนกรวดหิน
เมื่อเป็นทุกข์ โอดครางกลางแผ่นดิน
ยามจะกิน อาหารเศษ ทุเรศทรวง

ยามซวนเซ จะพลาด ล้มฟาดพื้น
มีไม้เท้า ยันยืน ได้ยึดหน่วง
ฉันซูบผอม ตรอมใจ ตาลึกกลวง
ไม่มีลูก คอยห่วง เอื้ออารี


โอ้มีลูก ลูกนั้น มันเนรคุณ
ไม่เกื้อหนุน ทอดทิ้งให้หมองศรี
ยามฉันถูก ท่านไก่ไล่จิกตี
ไม้เท้านี้ ป้องภัย ไล่สัตว์พาล


ถูกวัวดุ ฟู่ฟู่ ขู่จะขวิด
มีไม้เท้าเป็นมิตร คอยสงสาร
ใช้กวัดแกว่ง คอยรักษาเป็นปราการ
ยามข้ามธาร ไม้เท้านำฉันไป


เมื่อเดินทาง ไม้เท้าบอกวิถี
ไม้เท้านี้ ดีกว่าลูกเป็นไหนไหน
คนเศษคน อกตัญญู ไร้น้ำใจ
มันทำได้ ใจหินสิ้นเมตตา


เสียงซอเศร้าๆ ที่ชายชรานั่งร้องขับคลอ ตามสี่แยก

ทำให้ผู้คนทั้งหลายได้ฟังเกิดความสงสารอย่างจับใจ

หยิบเงินและอาหารมาบริจาคช่วยเหลือแก และนำไปวิจารณ์สาปแช่งลูกเนรคุณเหล่านั้น

จนกระทั่งข่าวนี้แพร่ไปถึงลูกๆ ของแก

ทำให้ลูกนั้นได้สำนึก พากันมารับพ่อไปเลี้ยงดู

ทั้งนี้เพราะคนอินเดียสมัยนั้น เขาถือมากในเรื่องการปรนนิบัติบิดามารดา

เขาบูชาบิดามารดาเป็นเสมือนเทพเจ้า

เขาเชื่อฟังบิดามารดา ไม่กล้าเถียง ไม่กล้าดื้อรั้นในสิ่งที่พ่อแม่ห้ามปราม

เมื่อถูกสังคมรุมประณามเช่นนั้น พวกลูกๆ ก็คิดได้ สำนักผิด พากันมารับเอาพ่อไปเลี้ยงดูด้วยความเอาใจใส่....

แล้วคุณล่ะ วันนี้ดูแลพ่อแม่แล้วรึยัง

http://www.saranair.com/categories.php?catid=6

คติสอนใจ : แมลงปอบนบ่า

posted on 06 May 2008 19:05 by impossibleblog

มีเมืองเล็กๆ ที่สวยและสงบสุขเมืองหนึ่ง มีคู่รักคู่หนึ่งที่รักกันมาก
ทุกวันพวกเขาจะพากันไป ดู ชม พระอาทิตย์ขึ้นที่ชายหาด
และไปส่งพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าที่ชายหาดตอนโพล้เพล้
ทุกคนที่เคยพวกเขาพบเจอจะมองด้วยสายตาอิจฉาในความรักของคนคู่นี้เสมอ..


แต่แล้ววันหนึ่งเกิดอุบัติเหตุรถชนขึ้น
หญิงสาวผู้โชคร้ายได้รับบาดเจ็บสาหัส
เธอนอนเงียบๆ อยู่บนเตียงของโรงพยาบาล
วันแล้ววันเล่า คืนแล้วคืนเล่า เธอก็ยังคงไม่ฟื้นคืนมา


ตอนกลางวัน
ชายหนุ่มจะมาเฝ้าอยู่ที่หน้าเตียง
ร้องเรียกคนรักของเขาเสมอ ทั้งๆ ที่เธอไม่ตอบสนองใดๆ เลย


ตกกลางคืน
ชายหนุ่มจะไปสวดภาวนาอ้อนวอนต่อพระผู้เป็นเจ้าที่โบสถ์นอกเมือง
เขาร้องไห้จนน้ำตาเหือดแห้ง ไม่มีจะไหลออกมาอีกแล้ว


ผ่านไป 1 เดือน
หญิงสาวยังคงหลับใหลไม่ฟื้นเหมือนเดิม
ส่วนชายหนุ่มก็ดูจะซูบเซียวขึ้นทุกวัน
แต่ก็ยังคงสวดอ้อนวอนต่อพระผู้เป็นเจ้าอยู่เสมอไม่หยุด


แต่แล้ววันหนึ่ง
พระผู้เจ้าก็เกิดเห็นใจในรักของชายหนุ่ม
และตกลงที่จะ(ประทาน)พรให้แก่เข า
พระผู้เป็นเจ้าได้ถามชายหนุ่มว่า
“เจ้ายอมที่จะแลกพรนี้ด้วยชีวิตของเจ้าไหม”
ชายหนุ่มตอบโดยไม่ลังเลว่า “ ผมยอมครับ”
พระผู้เป็นเจ้าพูดว่า “งั้นดีฉันจะให้คนรักของเจ้าฟื้นขึ้นมา
แต่เจ้าต้องแลกกับการกลายเป็นแมลงปอเป็นเวลา 3 ปี เจ้าจะตกลงยอมไหม”
ชายหนุ่มได้ฟังดังนั้น แต่ก็ยังคงยืนยันคำตอบเดิม “ผมยอมครับ”


ฟ้าสางแล้ว
ชายหนุ่มได้กลายเป็นแมลงปอสวยงามตัวหนึ่ง
เขาบอกลาพระผู้เป็นเจ้าแล้วรีบบินกลับไปที่โรงพยาบาล
หญิงสาวฟื้นขึ้นมาแล้วจริงๆ
มีนายแพทย์หนุ่มยืนอยู่ข้างๆ เธอ คุยเรื่องอะไรกันสักอย่างหนึ่ง
แต่ช่างเสียดายที่เขาไม่สามารถที่จะได้ยิน..


หลายวันผ่านไป
หญิงสาวแข็งแรงพอที่จะออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว
แต่เธอดูไม่มีความสุขเลย เธอออกตระเวนหาข่าวคราวของชายหนุ่ม
แต่ไม่มีใครรู้เลยว่าชายหนุ่มหายไปอยู่ที่ไหน
หญิงสาวยังไม่ละความพยายามที่จะตามหาชายคนรักของเธอ
ชายหนุ่มซึ่งอยู่ในร่างของเจ้าแมลงปอได้(แต่)บินวนเวียนอยู่รอบตัวหญิงสาวไม่ห่าง
(ทว่า)เขาไม่สามารถที่ส่งเสียง ไม่สามารถโอบกอด(เธอ)
เขาทำได้แค่เพียงเฝ้ามองดูหญิงสาวไม่ให้คาดสายตาเท่านั้น


ฤดูร้อนผ่านไปแล้ว
ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดใบไม้ปลิวร่วงหล่นจากต้นไม้ใหญ่
เจ้าแมลงปอจำต้องจากที่นี่ไปแล้ว
นี่เป็นครั้งสุดท้ายที่เขาจะได้บินมาเกาะที่บ่าของหญิงสาว
เขาอยากใช้ปีกของเขาลูบใบหน้าของหญิงสาว
อยากใช้ปากเล็กๆ จูบที่หน้าผาก
แต่อย่างไรก็ดีร่างเล็กบอบบางในคราบของแมลงปอ
ก็ไม่สามารถเรียกร้องความสนใจจากหญิงสาวได้


แค่พริบตา ฤดูใบไม้ผลิก็มาเยือน
เจ้าแมลงปอรีบบินกลับมาหาคนรักของเขา
เพื่อจะพบว่าร่างอันคุ้นตานั้น บัดนี้ได้ยืนเคียงคู่อยู่กับชายรูปร่างสันทัดคนหนึ่ง
ภาพๆ นั้นทำให้เจ้าแมลงปอเกือบจะบินตกลงมาจากอากาศเลยทีเดียว
ชาวบ้านต่างกล่าวขานถึงเรื่องอุบัติเหตุที่ทำให้หญิงสาวได้รับบาดเจ็บสาหัส
ทำให้ได้พบกับแพทย์หนุ่มที่น่ารัก และ ใจดี คนนั้น
และยังกล่าวถึงความรักของคนทั้งคู่ที่เหมือนถูกกำหนดมาอย่างไรอย่างนั้น
แน่นอนพวกเขายังคงพูดถึงหญิงสาวที่สดใสร่าเริงขึ้นกว่าเมื่อก่อนมากมายนัก
เจ้าแมลงปอรู้สึกเจ็บปวดยิ่งนัก

หลังจากนั้นไม่กี่วัน
แมลงปอเห็นแพทย์หนุ่มผู้นั้นพาคนรักของตนไปชายทะเลเพื่อดูพระอาทิตย์ขึ้น
พลบค่ำก็อยู่(ที่)ชายหาดเพื่อดูพระอาทิตย์ตก


แต่สำหรับเขาแล้ว
นอกจากบินมาเกาะที่บ่าของหญิงสาวแล้ว เขาไม่สามารถทำอะไรได้เลย
หน้าร้อนของปีนี้ช่างยาวนานนัก
เจ้าแมลงปอบินต่ำลงๆ ทุกวันด้วยความรู้สึกที่เจ็บปวด
เขาไม่มีเรี่ยวแรงเพียงพอที่จะบินเข้าใกล้ หญิงอันเป็นที่รัก
ท่าทางการพูดคุยกันอย่างสนิทสนมของคนทั้งคู่
เสียงหัวเราะอย่างมีความสุขของทั้งคู่ ทำให้เขารู้สึกโดดเดี่ยวยิ่งนัก

ย่างเข้าฤดูร้อนของปีที่ 3
เจ้าแมลงปอไม่ค่อยไปเฝ้าดูคนรักของเขาแล้ว
บ่าของเธอบัดนี้ถูกโอบกอดด้วยมือของแพทย์หนุ่ม
ใบหน้าถูกประทับจูบอย่างเบาๆ จากเขาผู้นั้น
ดูท่าทางแล้วไม่มีทางเลยที่หญิงสาวจะมีเวลาที่จะไปคิดถึงแมลงปอที่เจ็บปวดตัวหนึ่ง
ยิ่งไม่มีทางที่จะไปคิดถึงอดีตสิ่งที่ผ่านไป
วันครบรอบปีที่ 3 ที่พระผู้เป็นเจ้ากำหนดไว้ใกล้มาถึงแล้ว
คนรักของเจ้าแมลงปอกับนายแพทย์หนุ่มได้จัดพิธีแต่งงานขึ้นในวันสุดท้ายนั้นเอง
เจ้าแมลงปอค่อยๆ บินเข้าไปในโบสถ์ และไปเกาะที่บ่าของพระผู้เป็นเจ้า
เขาได้ยินเสียงของคนรักที่ดังมาจากข้างล่างตอบรับคำสาบานของพระผู้เป็นเจ้าว่า
“ฉันยอมรับ”

เขาเห็นแพทย์หนุ่มคนนั้นสวมแหวนให้คนรักของเขา
ตามด้วยจุมพิตที่แสนหวานของคนทั้งคู่
เจ้าแมลงปอปล่อยให้น้ำตาแห่งความเจ็บปวดไหลออกมา
พระผู้เป็นเจ้าถามแมลงปอว่า “เจ้ารู้สึกเสียใจไหม”
เจ้าแมลงปอเช็ดน้ำตาแล้วตอบว่า “เปล่า”
พระผู้เป็นเจ้าถอนหายใจแล้วพูดต่อว่า
“งั้นพรุ่งนี้เจ้าก็ได้กลับเป็นเจ้าคนเดิมแล้ว”
เจ้าแมลงปอส่ายหน้าอย่างช้าๆ ก่อนตอบว่า
“ขอผมเป็นแมลงปออย่างนี้ไปตลอดชีวิตเถอะครับ”


บางบุพเพ(ชะตา) ถูกกำหนดมาเพื่อที่ต้องสูญเสียไป
บางบุพเพ ตอนจบไม่ได้สวยงามอย่างที่คิด
รักคน ๆ หนึ่ง ไม่จำเป็นต้องได้รับรักตอบ แต่
เมื่อได้รับรักจากใครคนหนึ่งเราต้องดูแลรักษามันไว้อย่างดี

บนบ่าของคุณมีแมลงปอไหม……..

http://www.saranair.com/categories.php?catid=6

edit @ 6 May 2008 19:06:13 by Impossible

edit @ 6 May 2008 19:12:30 by Impossible

กาลครั้งหนึ่ง...

...มีชาวเดนมาร์คคนหนึ่งนอนหลับอยู่ที่บ้านในเวลากลางคืน 

มีนางฟ้าลงมาหาเขา ชวนไปเที่ยวสวรรค์และนรก และเขาก็ตกลงใจไปด้วย

นางฟ้าพาไปที่ที่หนึ่ง แล้วบอกว่า "ถึงนรกแล้ว"

ในนั้นเป็นห้องใหญ่ ๆ มีโต๊ะยาวๆ บนโต๊ะมีอาหารที่ประณีต อร่อยและมีคุณค่าทางโภชนาการ

มีคนนั่งอยู่หลายคนนางฟ้าก็บอกว่า "นี่สัตว์นรก"

คนเหล่านั้น นั่งมองอาหารที่น่ากิน แต่ดูสิ ดูพวกเขา ตัวของเขาผอม เหลือง น่าสงสาร

นางฟ้าบอกว่าที่นี่อนุญาตให้กินอาหารดี ๆได้

แต่มีเงื่อนไขว่า...

ห้ามใช้มือหยิบอาหาร

ต้องใช้ช้อนที่ยาวหนึ่งเมตรตักอาการกินเท่านั้น

เวลาจะใช้ช้อนตักอาหารเข้าปากตัวเอง

คนที่นรกก็ตักไม่ถึงสักที 

อาหารที่อร่อยหกลงบนพื้นเกือบหมด

เขาเลยมีความวุ่นวายเดือดร้อนมาก

พยายามตักอาหารเท่าไรก็ไม่ถึงปาก

พวกเขาจึงผอมโซเพราะอดอาหาร ทั้งที่อยู่ใกล้ชิดอาหารที่อร่อยมีคุณค่าทางโภชนาการ

แต่ทำไม พวกเขาไม่สามารถเอาเข้ามาถึงในปากของตนเองได้

.
.
.
.
.
.


นางฟ้าพาไปอีกห้องหนึ่งแล้ว บอกว่า "ถึงสวรรค์แล้ว"

ห้องที่สองนี้มีลักษณะเช่นเดียวกับห้องแรกทุกประการ

มีโต๊ะอาหารยาวๆ อาหารประณีตหลายๆ อย่างเหมือนกันกับห้องนรก 

มีคนนั่งอยู่หลายคน นางฟ้าบอกว่า "
นี่เทวดาบนสวรรค์"

แต่แปลกที่คนบนสวรรค์นั้นยิ้มแย้มแจ่มใสอ้วนท้วนสมบูรณ์สบาย

ทั้งๆที่เขาก็ต้องใช้ช้อนยาวหนึ่งเมตรตักอาหารเหมือนกับที่นรก 

ทำไมคนที่นี่สนุกสนานแจ่มใสร่าเริง แข็งแรง

เพราะ... 

... คนข้างหนึ่งของโต๊ะ เขาตักอาหารด้วยช้อนยาวๆ เอาไปป้อนใส่ปากของคนตรงข้าม 

คนอีกข้างก็ตักอาหารมาใส่ปากของคนข้างนี้

ก็เลยได้กินกันทุกคน อยู่อย่างสุขสบาย

สรุปว่า ที่นรกนั้น คนคิดแต่จะได้อย่างเดียว คือ ...

คิดแต่เรื่องความสุขของตัวเอง คิดแต่ว่าเราจะได้อาหาร ได้สิ่งที่เราชอบ โดยไม่คิดถึงคนอื่น

แต่ที่สวรรค์นั้น... มีการช่วยเหลือกัน มีความรักสามัคคีกัน 

คำนึงถึงความสุขของคนอื่นด้วย จึงก็ได้รับความสุขทั่วถึงกันทุกคน 

ตื่นขึ้นมาแต่ละวัน อย่าถามว่าตัวเราจะได้อะไรจากสังคม...

...แต่จงถามให้มากว่า เราจะให้อะไรกับสังคมได้บ้าง

Web http://www.saranair.com/

ขนมของ "คนรักกัน"

posted on 18 Apr 2008 21:17 by impossibleblog

ไอ้ทิ หรือพ่อกะทิ ชายหนุ่มโผงผางผู้กำพร้าพ่อแม่ อยู่ตัวคนเดียว พูดจริงทำจริง ขยันขันแข็งเอางานเอาการ เสร็จจากงานนาก็มารับจ้างขี่ควายส่งคนเข้าซอย ทุกคนในหมู่บ้านล้วนรักและเอ็นดูไอ้ทิ ยกเว้นผู้ใหญ่ปลั่ง เพราะผู้ใหญ่ปลั่งมีลูกสาวสวย ที่ดันมาหลงรักไอ้ทิด้วยเช่นกัน

แม่แป้ง ลูกสาวคนเดียวของผู้ใหญ่ปลั่งสาวสวยประจำหมู่บ้าน นางเจอกับไอ้ทิในวันลอยกระทง ทั้งคู่ขี่ควายสัญญากันต่อหน้าพระจันทร์ ไม่ว่าข้างหน้าจะมีอุปสรรคขวางกั้นเพียงใด ทั้งคู่ก็จะขอเอาความรักแท้ที่จริงใจฝ่าฟันข้ามไป แล้วไอ้ทิก็รวบรวมเงินทองเท่าที่เก็บสะสมมาได้ ไปบ้านผู้ใหญ่ปลั่งเพื่อสู่ขอแม่แป้ง ซึ่งผู้ใหญ่ก็ต้อนรับมันอย่างดี ด้วยชายฉกรรจ์ 6 นาย พร้อมอาวุธครบมือ ไอ้ทิไม่ว่ากระไร ได้แต่พาร่างอันสะบักสะบอมกลับไปบ้านนอนหยอดน้ำข้าวต้มหลายวัน ด้วยใจยังตั้งมั่นว่า วันหน้าจะมาขอใหม่ ขอไปจนกว่าผู้ใหญ่จะใจอ่อน

ในที่สุดผู้ใหญ่ปลั่งก็ปิดหนทางความรักของไอ้ทิด้วยการคลุมถุงจัดงานแต่งงานให้ลูกสาว กับปลัดหนุ่มจากบางกอก

ไอ้ทิรู้ข่าวจึงรีบวิ่งทุรนทุรายหมายจะมาทำลายพิธี ซึ่งผู้ใหญ่ปลั่งก็รู้ดีว่าไอ้ทิต้องกระทำแบบนี้ จึงขุดหลุมพรางดักรอเอาไว้

แม่แป้งแอบได้ยินแผนร้าย ก็แอบหนีหมายจะมาห้ามคนรักไม่ให้หลงกล เหตุการณ์ต่อไปนี้ไม่มีบันทึกเป็นลายลักษณ์ ได้แต่ปะติดปะต่อมาจากคำบอกเล่าของชาวบ้านแบบปากต่อปากว่า

.. คืนนั้นเป็นคืนเดือนแรม แม่แป้งแอบวิ่งฝ่าความมืดออกมาดักหน้าไอ้ทิ ไอ้ทิเห็นแม่แป้งวิ่งมาก็ดีใจ รีบวิ่งไปหา แม่แป้งเห็นไอ้ทิรีบวิ่งมาก็รีบวิ่งเข้าไปหาให้เร็วยิ่งขึ้นไปอีก

ฉับพลัน...ร่างแม่แป้งก็ร่วงหล่นลงไปในหลุมพรางของผู้ใหญ่ปลั่งต่อหน้าต่อตาไอ้ทิทันที ด้วยอารมณ์ตกใจ ไอ้ทิรีบกระโดดตามลงไปเพื่อช่วยเหลือ สมุนชายฉกรรจ์ 6 นายของผู้ใหญ่ปลั่งรีบเข้ามาโกยดินฝังกลบ เพราะคิดว่าก้นหลุมมีเพียงไอ้ทิผู้เดียวที่อยู่ในนั้น

รุ่งเช้า ผู้ใหญ่ปลั่งเดินยิ้มมาขุดหลุมเพื่อดูผล ภาพเบื้องล่างพบไอ้ทิตระกองกอดทับร่างแม่แป้งลูกสาวของตน นอนตายคู่กันอย่างมีความสุข เมื่อยิ้มถูกเปลี่ยนไปเป็นน้ำตา ผู้ใหญ่ปลั่งสั่งลูกสมุนสร้างเจดีย์คลุมครอบปิดหลุมนั้นไว้ เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจคนทั่วไปว่า อย่าคิดทำร้ายหรือทำลายความรักของใครอีกเลย สถานที่ตั้งเจดีย์นั้นไม่มีใครรู้แน่นอน จะมีก็แต่เพียงอนุสรณ์แห่งความรักที่กระทำสืบทอดกันมาจนเป็นประเพณี

ทุกแรมหกค่ำเดือนหก ชาวบ้านที่ศัรทธาในความรักของไอ้ทิกับแม่แป้งจะตื่นตั้งแต่มืด เข้าครัวเพื่อทำขนมที่หอมหวาน ปรุงจากแป้งและกะทิ บรรจงแคะจากพิมพ์ แล้วนำมาวางคว่ำหน้าซ้อนกัน เป็นสัญลักษณ์ว่า จะได้อยู่ร่วมกันตลอดไป

ขนมนี้เรียกขานกันในนาม ขนมแห่งความรัก (ขนมของ "คนรักกัน" ) หรือเรียกย่อๆ ว่า " ขนม ค.ร.ก."

อ้างอิง http://www.narak.com/reallife/article/article10.shtml

edit @ 26 Apr 2008 11:54:48 by Impossible

edit @ 2 May 2008 20:23:28 by Impossible

เป็นไงบ้าง สงกรานต์ที่ผ่านมา หนุกป่าว

คงเปียกกันเยอะล่ะสิ

แล้วไปที่ไหนกันล่ะ เราเดาว่าเกือบทุกคนจะไปที่ถนนข้าวสาร

แต่เราไม่ได้ไปไหนเลย ไม่ได้ไปสาดน้ำด้วย

เราไม่ได้เสียดายเลยเพราะเราได้รดน้ำดำหัวพ่อแม่มาแล้ว น่าจะได้บุญเปี่ยมล้น

ได้ยินว่าช่วงสงกรานต์จะมีอุบัติเหตุเยอะมาก เป็นเพราะมีคนดื่มแล้วขับกันเยอะ

ที่จิงทุกๆ วันนอกจากวันสงกรานต์ก็มีอุบัติเหตุอยู่แล้ว คนก็ตายเยอะด้วย

ก็อยากจะมาบอกว่า เล่นสนุกแล้ว งดดื่ม งดปาร์ตี้แอลกอร์ฮอล ถนนจะน่าขับกว่านี้

ขอให้ทำอย่างที่ว่าทุกปี ถ้าเป็นไปได้ขอให้ทุกวันเลยดีกว่า

ด้วยความหวังดีจากผู้สร้างบล๊อค

^v^ 0v0

เริ่ม สวัสดีครับท่านผู้ชมทุกท่าน ช่อง 3 เปิดสถานีวันนี้เรามาพบกับ
เปลี่ยนช่อง สินค้าสุขภัณฑ์ในครัวเรือนของคุณต้องได้รับการปกป้องคุ้มครองจาก
เปลี่ยนช่อง กองกำลังผสม ซึ่งนำโดยสหรัฐอเมริกา และอังกฤษได้บุกเข้าสู่
เปลี่ยนช่อง สถาณีวิทยุโทรทัศน์ กองทัพบกช่อง 7 ร่วมกับ
เปลี่ยนช่อง นางอองซาน ซูจี และสมาชิกพรรคเอ็นแอลดี ถูกกักบริเวณให้อยู่แต่ใน
เปลี่ยนช่อง ทะเลทรายซาฮาร่า เต็มไปด้วยสิ่งมหัศจรรย์มากมายมที่รอการ
เปลี่ยนช่อง ปราบปรามกลุ่มผู้มีอิทธิพลเหล่านี้ มันถึงเวลาแล้วที่เราจะ
เปลี่ยนช่อง เปลี่ยนร่างเป็น....
เปลี่ยนช่อง ประธานาธิปดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช และนายโทนี่แบล์ ได้พบปะหารือกันเพื่อ
เปลี่ยนช่อง สุขภาพลูกน้อยของคุณ ผ้าอ้อมแพมเพอร์ส ดีต่อ
เปลี่ยนช่อง หน้าฉัน เธอทำอย่างนั้นได้อย่างไร?
เปลี่ยนช่อง ทำได้โดยการยิงประตูขึ้นนำในนาทีที่ 25 โดย
เปลี่ยนช่อง อีหล้า! อีลูกไม่รักดี ตอนแกเกิดฉันน่าจะ
เปลี่ยนช่อง โอม มะลึกกึกกึ๊ยส์ มะลึกกึกกึ๊ยส์ มะลึกกึกกึ๊ยส์
เปลี่ยนช่อง เมื่อพระสงฆ์สวดพระคาถาจบแล้ว ลำดับต่อไป
เปลี่ยนช่อง เชิญพบกับข่าวต่างประเทศ เราจะเริ่มกันที่การประชุม APEC ซึ่งได้ข้อสรุปว่า
เปลี่ยนช่อง แมลงสาป น่าเกลี๊ยด น่าเกลียด ไต่กันยั๊ยเยี๊ย ทำลายข้าวของ วันนี้เรา
เปลี่ยนช่อง ไม่รอให้ฟ้า ให้ดิน ลิขิต ไม่ปล่อยให้ชีวิตผ่านไป ไม่ว่า
เปลี่ยนช่อง การอภิปรายไม่ไว้วางใจวันนี้ อาจมีข้อขัดแย้งอยู่บ้าง แต่ในที่สุด
เปลี่ยนช่อง สหรัฐอเมริกา ก็ประกาศอิสรภาพในวันที่ 4 ก.ค. ซึ่งส่งผลให้
เปลี่ยนช่อง คำตอบนะครับ..... ถูกต้องนะคร้าบ!!!
เปลี่ยนช่อง ไชโย ไชโย ไชโย กินเหล้าขวดโตแล้วหาแฟนใหม่ แฟนเก่าเขา
เปลี่ยนช่อง คือนักสู้ผู้ยิ่งใหญ่ คือคนไทยผู้ยิ่งยง
เปลี่ยนช่อง แล้วพบกันใหม่ วันนี้เวลา 5 นาฬิกา สำหรับตอนนี้สวัสดี

edit @ 26 Apr 2008 11:54:26 by Impossible

ตำนานค่า TT

posted on 11 Apr 2008 18:25 by impossibleblog
เจ้าหญิงรัศมี เป็นธิดาของท้าวพรหมจักร พระราชาแห่งเมืองขนมอบ

เจ้าหญิงรัศมี ชื่นชอบการอบขนมมาก โดยเฉพาะการอบขนม "พาย"

ร่ำลือกันว่าพายของเจ้าหญิงเป็นพายที่มีกลิ่นหอมที่สุด หอมทนหอมนาน
ใครได้กินเข้าไป รุ่งเช้าเข้าห้องน้ำถ่ายออกมาก็ยังหอม


ชาวเมืองจึงพากันขนานนามเรียกเจ้าหญิงของตนว่า "เจ้าหญิงพายหอม"

ดูๆไปชาวเมืองขนมอบก็น่าจะสุขสบายดี วันๆอยู่กับแป้งอยู่กับเนย
อบขนมขายบ้าง กินเองบ้าง หรือเอาไปแลกเปลี่ยนกับเมืองทีทำอย่างอื่นบ้าง


จนเมื่อมี .. มังกรหิวโซตัวหนึ่งบินตามกลิ่นมาที่เมืองนี้

หลังจากนั้นพระราชาก็ถูกบังคับให้จับชาวเมืองยัดใส่ขนมปังอบส่งให้เจ้ามังกรกินทุกวัน
มิฉะนั้นมันจะทำลายเมืองทั้งหมด ชาวเมืองขนมอบค่อยๆ ร่อยหรอ ที่หลบหนีได้ก็โชคดี
ที่ยังอยู่ที่ต้องจับไม้สั้นไม้ยาว หาคนเสียสละ เจ้าหญิงรัศมีเริ่มคิดหาวิธีให้คนมาช่วย


คืนนั้น .. เจ้าหญิงแอบเอาเศษขนมังกรที่หล่นอยู่ตามพื้นมาอบเป็น
ขนมพายแล้วตัดแบ่งเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่ผอบหลายใบ
ปล่อยลอยน้ำไปพร้อมกับข้อความสลักบนฝาผอบว่า "ขนมพายขนมังกร"

รุ่งเช้า .. อัศวินผู้กล้าต่างขี่ม้าพากันมาที่เมืองขนมอบถึง7คน
อันที่จริง อัศวินทุกคนต่างรู้อยู่แล้วว่าเมืองขนมอบมีมังกรมารังแก
แต่ก็ไม่มีใครกล้าเสี่ยงมาช่วยเหลือ ที่ยอมมานี่ก็เพระติดใจในรสชาติ
ขนยังอร่อยขนาดนี้ ถ้าได้กินทั้งตัวจะอร่อยขนาดไหน พลังความตะกละ
ทำให้การต่อสู้อันดุเดือดเริ่มขึ้นและจบลงอย่างรวดเร็ว

อัศวินทั้ง7 ช่วยกันรุมฆ่ามังกร ฆ่าไปกลืนน้ำลายไป
ในใจนึกถึงแต่ ความหอมหวานและรสชาติของพายมังกรที่กำลังจะได้กินในไม่ช้า
หลังจากถูกฆ่าตายได้ไม่นาน เจ้ามังกรตัวใหญ่ก็กลายเป็นพายอันยักษ์
ถูกนำออกมาจากเตาควันกรุ่น กลิ่นหอมฉุย เกิดปัญหาขึ้นมาอีกว่า

พายอันยักษ์นี้จะตัดแบ่งเป็นกี่ชิ้น ถึงจะพอดีกับอัศวินทั้ง 7 ถ้าแบ่งจำนวนน้อยชิ้นไป
ก็อยากกินอีก แต่ถ้ามากไปจนเหลือ ก็จะดูว่าพายของเจ้าหญิงไม่อร่อย


เจ้าหญิงเริ่มคิดวิธีคำนวณหาพื้นที่พุงของอัศวินแต่ละคน ด้วยการเอาเชือกมาวัดโน่น
วัดนี่เอามาบวกลบคูณหารกัน ปรากฏว่า แม้อัศวินแต่ละคนจะมีขนาดพุงที่ต่างกัน
แต่พอนำเอาเส้นรอบพุงกับเส้นผ่านสะดือของแต่ละคนมาหารกัน

จะได้ค่าคงที่ค่าหนึ่งเท่ากันทุกครั้งไป เจ้าหญิงเรียกว่าค่าการแบ่งพาย
หรือ "ค่าพาย"


ค่าที่ว่านี่คือ 22/7 หมายถึง อัศวิน7 คน ต้องแบ่งพายมังกรออกเป็น22 ชิ้น จึงจะพอดี
ค่าพายถูกนำไปใช้ประโยชน์ในการคำนวณเกี่ยวกับสิ่งของที่เป็นวงกลมมากมาย


เส้นตรงจากจุดศูนย์กลางไปสัมผัสเส้นรอบวง
หรือเส้นที่เจ้าหญิงวัดอัศวินจากจุดกลางสะดือไปถึงขอบเอวจึงถูกเรียกว่า "รัศมี"


เพื่อเป็นเกียรติแก่เจ้าหญิงผู้ค้นพบค่าพาย ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

วิธีจำสูตรแบบง่ายๆ: พายสองอันคูณกับเจ้าหญิงรัศมี เท่ากับเส้นรอบวง
แต่ถ้าพายหนึ่งอันคูณกับเจ้าหญิงกำลังสอง จะเท่ากับพื้นที่

edit @ 11 Apr 2008 19:02:52 by Impossible

เรื่องนี้เกิดขึ้นที่ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลชื่อดังแห่งหนึ่ง คือว่ามีคนไข้ตายบนเตียงเดียวกันซ้ำ ๆ แล้วหลายคน ที่น่าแปลกคือทุกศพตายเมื่อห้าโมงเช้าวันอาทิตย์ โดยหมอเล็กหมอใหญ่ไม่อาจให้คำอธิบายได้ สร้างความหวาดกลัวไปทั่วทั้งโรงพยาบาล บ้างก้อร่ำลือถึงความ เฮี้ยนที่หลายๆ คนได้ยินมา บรรดาคุณหมอจึงตัดสินใจลงไปที่ห้องผู้ป่วยเพื่อตรวจสอบหหาสาเหตุการตายในวันอาทิตย์หน้า

กระทั่งถึงเช้าวันอาทิตย์ที่ทุกคนรอคอย 2-3 นาทีก่อนจะห้าโมงเช้าทั้งหมอและพยาบาลต่างรอคอยอย่าง ลุ้นระทึก แอบมองอยู่ข้างนอกห้องว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ต่างคนต่างกำหลวงพ่อประจำตัวหรือไม้กางเขน ด้วยความหวาดกลัวและลุ้นว่าจะเห็นวิญญาณ หรือไม่


จนเข็มนาฬิกาเดินมาที่ 11 นาฬิกา.....

พนักงานทำความสะอาดคนใหม่ ซึ่งทำงานแค่วันอาทิตย์ก้อเข้ามาในห้องผู้ป่วย

จากนั้นก้อถอดปลั๊กเครื่องช่วยหายใจออกแล้วเสียบปลั๊กเครื่องดูดฝุ่นแทน และทำความสะอาดต่อด้วยความสบายใจ.... - -

* เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงนะ ไม่ใช่เรื่องแต่ง เรื่องเกิดขึ้นในอเมริกาคนทำความสะอาดที่ว่าเป็นคนต่างชาติที่ไม่มีความรู้ภาษาอังกฤษ กว่าจะรู้ก็ผ่านมาหลายศพแล้ว

edit @ 11 Apr 2008 18:23:37 by Impossible

ครั้งแรกที่คุณอยู่กับเขา คุณต้องรู้สึกหวาดหวั่นที่จะต้องอยู่กับเขา 2ต่อ2 ในห้องที่ปิดประตูมิดชิดและไม่มีใครช่วยเหลือคุณได้ แต่คุณต้องจำใจอยู่กับเขา ก็คุณเลือกเขาแล้วนี่

ในขณะที่คุณนอนหงาย เขาจะสั่งให้อ้าออกกว้างๆ เพื่อสะดวกในการทำงานของเขากับคุณ โดยคุณก็ยอมเขาทุกอย่าง ...

คุณรู้สึกว่ากล้ามเนื้อเกร็งไปหมด คุณดันเขาออกไปชั่วครู่..เพื่อขอเวลาตั้งตัว แต่เขาปฏิเสธพร้อมกับเข้ามาหาคุณ เขาขอให้คุณอย่ากลัว คุณสั่นหัวรับอย่างกล้าหาญ เพราะเขามีประสบการณ์มากกว่า แต่ในครั้งที่นิ้วของเขาควานหาที่ๆเหมาะสม ......

เขาแหย่ลึกลงไป ....................... ร่างกายของคุณเริ่มสั่นเทา ตึงไปหมด แต่เขาก็อ่อนโยนเหมือนกับที่สัญญาไว้

เขามองลึกลงไปในตวงตาของคุณ และบอกให้คุณเชื่อมั่นในตัวเขาเพราะเขาเคยทำหลายครั้ง รอยยิ้มของเขาทำให้คุณผ่อนคลาย และคุณก็เปิดกว้างเพื่อให้เขาเข้าง่ายขึ้น

คุณเริ่มอ้อนวอนให้เขาทำเร็วๆ แต่เขาค่อยๆ ช้าๆ เพื่อให้คุณรู้สึกเจ็บน้อยที่สุด

ขณะที่เขากดเข้าไปมาขึ้น ลึกขึ้น... คุณรู้สึกว่าเนื้อเยื่อของคุณเปิดออกมา ความเจ็บปวดแผ่ทั่ว สรรพางค์กาย และ คุณรู้สึกว่า เลือดของคุณออกเล็กน้อย

เมื่อเขาทำต่อไป เขามองมาที่คุณแล้วถามว่า เจ็บไปรึเปล่า? ดวงตาของคุณเต็มไปด้วยน้ำตา แต่คุณก็ส่ายหัวและพยักหน้าให้...เขาทำต่อไป...

เขาเริ่มเคลื่อนไหวเข้าออกด้วยความชำนาญ แต่คุณก็รู้สึกชาเกินไป .......

ในที่สุดคุณรู้สึกว่ามีบางอย่างหลุดออกมาจากภายในของคุณ คุณนอนสั่นระริกดีใจที่มันสิ้นสุดลง เขามองที่คุณและยิ้มอย่างอบอุ่น คุณยิ้มและขอบคุณ......หมอฟัน

edit @ 11 Apr 2008 18:02:13 by Impossible